เล่าเรื่อง Universiade #1
posted on 23 Aug 2007 16:22 by plariex in TU-Lifeกลับมาแล้วจ้า~~ (พูดกะใครวะกู)

(อุปถัมภ์รูปโดยหนุ่มถาปัด ขอบคุนจ่ะ)
จิงๆกลับมาตั้งแต่วันที่ 19 แต่นอนชาร์จพลังงานอยู่กะบ้าน (ขี้เกียจนั่นเอง)
แม่ง สนุกมากกกก T[]T ไม่เสียใจที่ไปเลยยยย
จะเสียใจก็คงเป็นเรื่องที่คงไม่ได้เจอคนที่ทำงานด้วยกันแล้วอ่ะนะ แต่ละคนมีเอกลักษณ์สุดๆ สรุปว่าแม่งขำทุกคน เหมือนได้หนีความจริงจากโลกที่ต้องแดกหนังสือเป้นอาหารหลักไปเวิคแอนด์ทราเวลแบบจำลองๆ ไรปะมานนั้น
เมาธ์บ้างดีกว่า
ที่พิมพ์ทั้งหมดเป็นเรื่องจากมุมมองของเราคนเดียวนะจ๊ะ ตรงไหนมันเลยเถิดไปหน่อยก็ขออภัยล่วงหน้า พอดีว่าพิมพ์แล้วมันส์ แหะๆ
เริ่มต้น
ตอนแรกสุดที่เค้ารับสมัครสต๊าฟไม่ได้ไปลง เพราะเค้าสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกิด แล้วก็คิดว่า ภาษาอังกิดของกูนี่มันดีเหลือเกิ้นนน ดีม๊ากกก ไม่อยากไปสอบสัมภาษณ์ให้ขายขี้หน้าตัวเองเปล่าๆ เลยไม่ได้ลง จนกระทั่งผลออก เพื่อนที่ไปสมัครก็ติดมั่งไม่ติดมั่ง (ตอนนั้นคิดดูว่าถ้าลงกูจะเหลือเรอะ) ก็ไม่ได้คิดอะไร คิดแค่ว่าเออเด๋วก็ได้หยุดนอนอยู่กะบ้านเดือนนึงเต็มๆละ จนกระทั่งแพรว เพื่อนที่ม.มาชวนราวๆกรกดา เพื่อนแพรวเอาเงินมาล่อ ตอนนั้นได้ข่าวว่าค่าแรง 300 บาทได้ ไปทำงานกี่วันไม่รู้แต่ตอนนั้นคูณล้วได้หลายอยู่ ล่อตาล่อใจเป็นอย่างยิ่ง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไปสมัครอยู่ดี เพราะว่าตอนนั้นอยากไปงานเอ็กโป ไม่รู้ว่าเค้าให้หยุดได้ป่าวอ่ะเลยยังไม่ลง
แต่สุดท้าย เพื่อนอีกคนมาชวน คิดไปคิดมา (ยังคิดเรื่องตังค์อยู่ แหม้ อีเค็ม) เห็นว่ากลับมาทันวันที่ 19 อ่ะไปก้ได้ ดีกว่าอยู่บ้านเฉยๆ สรุปก็ได้ทำ แต่อยู่คนละฝ่ายกะเพื่อนที่ชวนตอนแรก แพรวกะกิ๊กได้อยู่ฝ่ายอะไรซักอย่าง(ขอโทษหนูลืม) ส่วนตัวเราก็อยู่กะหนิง เนติ์ อยู่ฝ่ายศิลปวัฒนธรรม (ไฮโซใช่ม้า) ทำงาน 2-18 หน้าที่คือทำลานวัฒนธรรมแถวอินเตอร์โซนให้เป็นที่สนใจของนักกีฬา หลังๆอยู่ไปอยู่มาเหมือนฝ่ายกรรมกรยังไงไม่รู้ แต่ก็สนุกดี ไอ้เราก็ไม่ได้ช่วยงานใครเค้าเท่าไหร่ ตื่นก็สาย มาคิดตอนนี้รู้สึกผิดเหมือนกัน
ที่พัก

(พอดีไม่มีเป็นรูปตัวเองง่ะ ถ้าเผอิญมาเห็นกันจะโดนโกดไหมหว่า)
แล้วก็เปิดตัวหอนอน... สต๊าฟทุกท่านได้นอนที่อาคารเรียนค่า เพราะว่านักกีฬาเค้ายึดหอเอเชียนเกมส์ หอที่เราได้นอนคืออาคารเดือน บุนนาค (aka. ตึกวิจัย ,วอจอ) คืนแรกๆยังกัวเลยว่า ผีจะหลอกกูมั้ย แต่คืนหลังๆจะกัวอย่างอื่น กูจะกลับไปทันได้อาบน้ำมั้ย อะไรประมาณนี้มากก่า
ส่วนที่นอน คล้ายๆกะเบาะที่เค้าเอาไว้ม้วนหน้าในวิชาพละ (ใครแม่งนิยามคำนี้ไม่รู้แต่ถูกใจมาก) ปูด้วยผ้าปู แถมหมอนพร้อมปลอกให้หนึ่งใบ และผ้าห่มรถทัวร์บางเฉียบอีกหนึ่งผืน.. อาห์ ตอนนั้นรู้สึกดีที่แบกผ้านวมไปเอง เพราะตอนกลางคืนแอร์แม่งแรงชิบหายยยย พอดีว่าเราไม่ชอบอากาศเย็นๆอ่ะ คนอื่นอาจจะแค่หนาวๆ แต่เรารู้สึกเหมือนปางตาย ลุกไปฉี่ทีนี่แม่งยังกะฝ่ามรสุมขั้วโลกใต้
ส่วนที่ประทับใจมากไปกว่าอะไรทั้งมวลก็คือ ห้องอาบน้ำ!! หลังจากที่นั่งรถทัศนาหนึ่งรอบก็รู้สึกยินดีกว่าพวกที่ได้นอนตึก SI มากนัก พวกนั้นเค้าได้งบพิเศษสร้างห้องน้ำกี่หมื่นไม่รู้ แต่ได้ออกมาเป็นเตนท์ผ้าใบขึงกั้นเป็นห้องๆมีฝักบัว อารมว่าอาบอยู่คนที่อยู่อีกด้านเห็นเป็นรูปร่างเลยทีเดียวเชียว ส่วนห้องอาบน้ำของวอจอ ก็คือ ห้องน้ำเอามาอะแด๊ปติดฝักบัวเข้าไปค่ะ ห้องน้ำก็คือส้วมเลย ส้วม ส้วมยองๆ !! แถมรวมส้วมผู้ชายด้วย รวมกันทั้งหมดทั้งตึกมีห้องอาบน้ำ 8 ห้องค่ะ (พลัสถังตักอาบอีกห้องละประมาณสามใบ) แถมมีกฎว่าหลังตีหนึ่งห้ามลงมาอาบน้ำ แล้วฝ่ายอิฉันกว่าจะเถลไถลกลับมากันก็เลยเที่ยงคืนไปแล้ว บางคืนที่อาบช้ามากถึงกะต้องอาบข้างบน (ตึกมีสองชั้น ข้างบนบ่มีฝักบัว มีแค่ถัง) แล้วมีสองคืนที่อีปลาได้อาบน้ำข้างบน แถมอาบน้ำห้องน้ำชายยยย โอว น้อยคนนักที่จะมีประสบการณ์แก้ผ้าล็อกห้องอาบน้ำชายอาบน้ำ เป็นเรื่องที่จะทำให้จำไปได้จนตายเลยทีเดียวเชียว
น้ำอาบมีแต่น้ำเย็น อาบเส็ดขึ้นห้องทีก็พอดีเลย.. แข็งตาย ตอนดึกๆบางคืนออกมานั่งเมาธ์กะชาวสวัสดิการกะดึกเล่น สนุกดี ไม่เข้าใจว่ายามก็มี ยังต้องกำหนดสวัสดิการมานั่งถ่างตากลางคืนอีกทำไมก็ไม่รู้นะ
เบี้ยเลี้ยง&สวัสดิการ

(พรีเซ้นเตอร์ข้าวกล่อง หึหึ)
เป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้นักศึกษาทั้งหลายยอมกลายมาเป็นอาสาสมัคร ข่าวจากที่ไหนไม่รู้ลอยไปว่า 300 แล้วก็มาลดเหลือ 250 แค่ 250 อีปลาก็เริ่มคิดมากละนะ แต่ตอนหลังยังเซอร์ไพรส์กว่า ลดได้อีกค่า ลดได้อีกกก!! สรุปว่าหักค่าอาคารกล่องหัวละ 35 บาทด้วยนะค้า สรุปสิริรวมได้เบี้ยเลี้ยง 215 บาทต่อวันค่า
ห่าน! คือคำแรกที่แวบขึ้นมาในใจ 215 บาทสำหรับคนที่คิดจะเก็บตังเป็นก้อนใหญ่ๆ (ตอนนั้นอยากได้ซักสามพัน) นี่ริบหรี่ม๊าก แต่พอเลิกคิดเรื่องเก็บตังเป็นก้อน (ทราโกร๋วบอกเราว่างานอาสาสมัครมึงไม่ควรจะหวังเอาตังอยู่ละ ก็จริงของแกนะ ตอนนั้นจะเถียงทำไมไม่รุ) 215 บาทกินอยู่สุขสบายเหมือนกันนะ สวัสดิการเค้ามีข้าวกล่องให้ 1 มื้อตอนเย็น น้ำไม่อั้น ขนมไม่เม้ม สรุปคือกินขนมกันเป้นอาหารหลัก แล้วข้าวเป็นอาหารรอง 555 วันหลังๆเริ่มจับทางถูก มีคนบอกว่าพวกพี่ๆเจ้าหน้าที่เค้ามีบุฟเฟต์แล้วเค้ากินไม่หมด ก็เลยไปดักรอกินบุฟเฟต์กะเค้าแทน ประหยัดไปได้หลายตังค์ แต่สุดท้ายกูก็หมดไปกะบาสกินรอบบินส์ กาแฟคอฟฟีเวิลด์ กะขนมร้านเซเว่นรอบดึกแทน
สรุปวันสุดท้ายเค้าแจกงบเหลืออีกคนละ 810 บาท ก็หลงดีใจไปได้ประมาณ 2 ชั่วโมงเงินส่วนนั้นก็มลายหายไปกะของฝาก สรุปสิริรวมกลับมาบ้านเหลือตัง 1200 ถ้วนๆ (ขาไปก็เอาไปประมาณ 1500) แต่ก็ยังดีเนาะ ดีกว่าหมดตูด
การเดินทางภายใน
การเดินทางส่วนใหญ่ของประชากรชาวสต๊าฟที่นี่คือใช้ตีนเดินค่ะ แม่ง ตอนแรกๆต้องเดินจากวอจอไปที่โรงเรียนอนุบาล สำหรับคนที่อยู่ธรรมศาสตร์ทุ่งรังสิตคงจะนึกออก สมัยอิฉันเรียนยังไม่เคยเดินขนาดนี้เลยนะ!! มันก็ไม่ไกลเท่าไหร่หรอก แต่ถ้าเดินทุกวันมันก็ขี้เกียจง่ะ มีทีนึงนรกมากตอนที่ต้องเดินไปแบกปรินท์เตอร์ไปด้วย ถึงจะสลับกะเพื่อนสองคนตอนวางกุก็ถึงกะมือสั่นเลยทีเดียวเชียว (งี้แหละ ไม่รู้จักออกกะลังกาย T3T) เรายังดี น้องบางคนอยู่อินเตอร์ปาร์คนี่ถึงกะต้องเดินจากอนุบาลไปเองเลย ไกลโคตรๆ
สรุปรถหลักๆก็มีประมาณนี้
รถNGV
เนื่องจากรถเข้าไม่ได้ สำหรับคนนอกที่จะเข้าต้องจอดรถด้านนอกๆที่มหาลัยเค้าจัดไว้ให้ แล้วก็นั่งรถนี้เข้ามา ซึ่ง NGV มีสองสาย นั่งไปไหนมั่งก็ไม่รู้กูไม่มีเวลาไปขึ้น เคยนั่งตอนที่แวบกลับบ้านทีนึง จากโรงบาลไปลงโรงอาหาร โคตรนานเพราะรถแบบนี้วิ่งไม่เร็ว
รถทัวร์
หน้าที่หลักของพวกเค้าคือ ส่งนักกีฬาค่ะ เราจะเห็นรถทัวร์หลากหลายบริษัท ส่วนอีกหน้าที่นึง พิเศษเฉพาะรถที่แปะป้ายข้างหน้าว่า ชัทเติลบัสรูททูแอทลีทวิลเลจ อะไรประมาณนี้ เค้าจะรับมนุษย์ธรรมดาๆอย่างพวกเราขึ้นไปด้วย ปลายทางคือโรงเรียนอนุบาล ตั้งแต่อยู่มาได้ขึ้นสองที เพราะมันไม่ค่อยจะจอดรับเท่าไหร่
รถกอล์ฟ
หรือรถก๊อป(ชอบพูดกันเสียงสั้นๆนิ) ได้ขึ้นสองครั้ง ครั้งนึงช่วงวันแรกๆอาจารย์ที่คณะเป็นคนขับ เค้าจะขับไปรับท่านอธิการ เลยแอบห้อยไปด้วย กะอีกครั้งคือวันก่อนวันสุดท้ายพอดีขนของแยะ เลยวานสต๊าฟที่ขับรถให้ไปส่ง สนุกดีเหมือนกัน เวลาเดินผ่านอินเตอร์โซนมักจะเห็นรถชนิดนี้พร้อมด้วยฝรั่งอัดยัดเยียดกันรุงรัง อีพวกขี้เกียจเดินทั้งหลาย
รถราง
รถรางเป็นรถที่ชอบให้คนวิ่งตาม จะจอดเลยไปไม่ต่ำว่า 3-4 เมตร ถ้ายืนอยู่หลังสุดแล้วตะโกนขอให้เค้าจอด ไม่ว่าดังขนาดไหนเค้าก็จะไม่ได้ยิน และไม่จอด.. เซ็งมาก รถรางส่วนใหญ่จะวิ่งจากหมู่บ้านนักกีฬาไปถึงวงเวียนอุทยานฯแล้วก็วนรถกลับ มีอยู่สองสามคืนที่อาจารย์ไปขอพิเศษมา รถรางถึงวิ่งไปส่งวอจอกะบร.5(ที่พักผู้ชาย) นอกนั้นคืนอื่นๆ เดินแหลก
นอกจากนี้ก็จักรยานกะรถป๊อป ซึ่งใครมีก็ขับกันไป ใครไม่มีก็ต้องเดิน กะใช้บริการรถข้างบนนั่นแหละจ่ะ
ลานวัฒนธรรม - ก่อนเปิด
ไม่มีอะไรแสดงถึงความเป็นไทยแท้ได้มากกว่าที่นี่แล้ว
ขนาดว่าลานนี้เปิดวันที่ 5 แม่งก็ตอกตะปูกันถึงวันที่ห้าเลยทีเดียวเชียว (ผักชีคืองานของเรา!)


ไปถึงวันที่ 2 นอกจากนั่งตัดสติกเกอร์อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว กลุ่มย่อยของเราคือฝ่ายซุ้มและนิทรรศการ พอตกลงเรื่องการจัดซุ้มสาธิตเสร็จก็เริ่มไปซื้อของ ไปปากเกร็ด โบ๊เบ๊ JJ ตลาดไท สำเพ็ง ฯลฯ ช่วงวันที่ 2-4 กลายเป็นช่วงที่หืดขึ้นคอช่วงหนึ่งในชีวิตของคนที่เอาแต่นั่งๆนอนๆไปวันๆอย่างเราเลยทีเดียวเชียว (โดนน้องลืมไว้ที่มหาลัยด้วยแหละ แง T[]T ต้องนั่งรถตามไปเอง)
ปัญหาอีกอย่างก็คือ บัตรสต๊าฟไม่เสร็จ อันเนื่องมาจากฝ่ายทำบัตรเค้าพิมพ์ตัวอักษรผิดทำให้เข้าไปจัดซุ้มไม่ได้ สรุปว่าได้เข้าไปที่ซุ้มวันที่ห้า แล้วตอนเย็นๆก็มีพิธีเปิดลาน ตามกำหนดการเค้าจะมีกลองยาวตั้งแต่ 5.30 pm (บางวันก็ 6 , 6.30 อารายไม่รุ) ตั้งแต่ที่ไหนซักแห่งมาจบที่ลานนี่ทุกวัน เพื่อเป็นสัญญาณว่าเริ่มลานวัฒนธรรมแล้ว (ลานนี่เป็นกิจกรรมรอบเย็นถึงดึกจ่ะ) พอจบกิจกรรมก็จะเป็น Dancing fo health ทุกคืน เราได้อยู่ซุ้มประจำคือซุ้มถ่ายรูปกับน้องอีกสองคน แต่แค่วันนี้ชักจะยาวแล้ว ยกไว้เล่าเอนทรีหน้าละกัน

เจอกันเอนทรีหน้าจ๊ะ
Credt รูปจากกล้องน้องขวัญ น้องเอ้ น้องต้น ปนๆกันไป
แต่บรรยากาศการทำงานที่มธ.น่าสนุกดีนะคะ
#1 By GinG Freecss on 2007-08-23 16:49